โฮจิฉะ กับ มัทฉะ ต่างกันอย่างไร

#Mingle

โฮจิฉะ กับ มัทฉะ ต่างกันอย่างไร

ในช่วงไม่กี่ปีที่ผ่านมา ชาญี่ปุ่นได้รับความนิยมมากขึ้นในกลุ่มคนรักสุขภาพและคอกาแฟที่มองหาทางเลือกใหม่ ๆ รวมไปถึงคนทั่วไปที่หาน้ำหวานดื่ม ชาญี่ปุ่นกลายเป็นหนึ่งในตัวเลือกของหลาย ๆ คนด้วยเช่นกัน โดยเฉพาะโฮจิฉะและมัทฉะที่มักถูกพูดถึงในเมนูเครื่องดื่มและขนมหวาน ด้วยเอกลักษณ์ที่แตกต่างกันทั้งในด้านรสชาติ กลิ่น และคุณประโยชน์ ทำให้หลายคนอาจสงสัยว่าชาทั้งสองชนิดนี้มีความแตกต่างกันอย่างไร และแบบไหนที่เหมาะกับตนเองมากที่สุด


ชาญี่ปุ่นมีความหลากหลายและเต็มไปด้วยเอกลักษณ์ที่น่าสนใจ โดยเฉพาะโฮจิฉะและมัทฉะที่เป็นที่รู้จักและได้รับความนิยมไปทั่วโลก ทั้งสองชนิดมีกรรมวิธีการผลิตที่แตกต่างกัน รวมถึงรสชาติและประโยชน์ที่เป็นเอกลักษณ์ของตัวเอง แต่ก่อนจะไปเปรียบเทียบรายละเอียด เรามาทำความรู้จักกับชาแต่ละประเภทกันก่อน

โฮจิฉะ (Hojicha) คืออะไร

Credit : Hojicha


โฮจิฉะเป็นชาญี่ปุ่นที่มีเอกลักษณ์โดดเด่นจากกรรมวิธีการคั่วใบชา ทำให้ได้รสชาติที่นุ่มนวลและมีกลิ่นหอมคล้ายคาราเมล มีต้นกำเนิดจากเกียวโตในช่วงต้นศตวรรษที่ 20 โดยเกิดจากแนวคิดในการใช้ใบชาเกรดรองมาแปรรูปเพิ่มเติมเพื่อให้สามารถใช้ประโยชน์ได้อย่างคุ้มค่า

กระบวนการผลิตโฮจิฉะเริ่มจากการนำใบชาเซนฉะหรือบันฉะไปคั่วที่อุณหภูมิสูง ทำให้เกิดการเปลี่ยนแปลงของสีใบชาเป็นสีน้ำตาลแดงและลดปริมาณคาเฟอีนลง กระบวนการนี้เป็นการช่วยเพิ่มกลิ่นหอมที่เป็นเอกลักษณ์ และทำให้รสชาติของชามีความละมุนมากขึ้น

มัทฉะ (Matcha) คืออะไร

มัทฉะเป็นชาที่มีประวัติยาวนานกว่าพันปี มีความเป็นมาจากวัฒนธรรมจีนก่อนจะถูกนำเข้าสู่ประเทศญี่ปุ่นโดยพระสงฆ์ในช่วงศตวรรษที่ 12 จากนั้นจึงได้รับการพัฒนาเป็นส่วนหนึ่งของพิธีชาญี่ปุ่น (茶道) ซึ่งเป็นพิธีที่เน้นในเรื่องความสงบและการใส่ใจในรายละเอียด

กระบวนการผลิตมัทฉะเริ่มจากการปลูกต้นชาภายใต้ร่มเงาเป็นเวลาหลายสัปดาห์เพื่อเพิ่มปริมาณคลอโรฟิลล์และกรดอะมิโนในใบชา จากนั้นนำไปนึ่ง อบแห้ง และบดเป็นผงละเอียด ทำให้มัทฉะมีสีเขียวสดและรสชาติที่เข้มข้นกว่าชาประเภทอื่น ๆ


หัวข้อโฮจิฉะ (Hojicha)มัทฉะ (Matcha)
วิธีผลิตนำใบชาเขียวไปคั่วด้วยความร้อนสูงปลูกใต้ร่มหลายสัปดาห์ นึ่ง อบแห้ง แล้วบดเป็นผงละเอียด
สีน้ำตาลแดงเขียวสด
รสชาตินุ่มละมุน ไม่ขมเข้มข้น ติดขมเล็กน้อย
กลิ่นหอมคั่ว คล้ายถั่วและคาราเมลหอมใบชาสด กลิ่นคล้ายสาหร่าย (umami)
คาเฟอีนต่ำ (ประมาณ 7–20 มก./ถ้วย)สูง (ประมาณ 40–70 มก./ถ้วย)
วิธีชงชงกับน้ำร้อนแบบชาทั่วไปตีผงชากับน้ำด้วยแปรงไม้ไผ่ (chasen)
อุณหภูมิน้ำ80–90°C70–80°C
ประโยชน์เด่นช่วยผ่อนคลาย ย่อยง่ายสารคาเทชินสูง ต้านอนุมูลอิสระ
เหมาะกับดื่มช่วงบ่าย–เย็น คนที่ไวต่อคาเฟอีนดื่มช่วงเช้า อยากตื่นตัวแทนกาแฟ

โฮจิฉะมีรสชาติที่นุ่มละมุน มีกลิ่นหอมคล้ายถั่วและคาราเมลจากกระบวนการคั่ว ทำให้ดื่มง่ายและให้ความรู้สึกผ่อนคลาย ในขณะที่มัทฉะมีรสชาติเข้มข้น ติดขมเล็กน้อย และมีกลิ่นหอมของใบชาเขียวสดซึ่งให้ความรู้สึกที่สดชื่นและตื่นตัวมากขึ้น

มัทฉะมีปริมาณคาเฟอีนสูงกว่าโฮจิฉะอย่างมีนัยสำคัญ เนื่องจากใช้ใบชาที่อ่อนกว่าและผ่านกระบวนการบดละเอียด ส่งผลให้มีปริมาณคาเฟอีนที่เข้มข้นใกล้เคียงกับกาแฟ ในทางกลับกันโฮจิฉะมีคาเฟอีนต่ำกว่ามาก เพราะกระบวนการคั่วช่วยลดปริมาณคาเฟอีนลง ซึ่งเหมาะกับคนที่มีความต้องการลดปริมาณการบริโภคคาเฟอีน

มัทฉะอุดมไปด้วยสารต้านอนุมูลอิสระ โดยเฉพาะคาเทชิน (Catechin) ซึ่งช่วยป้องกันโรคหัวใจและเสริมสร้างระบบภูมิคุ้มกัน อีกทั้งยังช่วยเพิ่มสมาธิและพลังงานได้ดี ส่วนโฮจิฉะก็มีสารต้านอนุมูลอิสระเช่นกัน แต่มีในปริมาณที่ต่ำกว่า อย่างไรก็ตาม โฮจิฉะมีคุณสมบัติช่วยผ่อนคลาย ลดความเครียด และช่วยในการย่อยอาหารได้ดี

มัทฉะต้องใช้การชงแบบพิเศษโดยใช้ไม้ตีชา (Chasen) เพื่อให้เกิดฟองนุ่มละเอียดและรสสัมผัสที่กลมกล่อม ส่วนโฮจิฉะสามารถชงด้วยน้ำร้อนได้เหมือนกับชาทั่ว ๆ ไป หรือจะนำไปทำเป็นลาเต้โดยผสมกับนมเพื่อเพิ่มความหอมมันก็ได้เช่นกัน


หากต้องการลดปริมาณคาเฟอีน โฮจิฉะเป็นตัวเลือกที่เหมาะสม เนื่องจากผ่านการคั่วจนทำให้คาเฟอีนลดลงต่ำมาก ทำให้เหมาะสำหรับดื่มในช่วงเย็นหรือก่อนนอนโดยไม่รบกวนการนอนหลับ

หากชอบรสชาติที่เข้มข้นและให้พลังงานมากขึ้น มัทฉะถือเป็นตัวเลือกที่ดี ในขณะที่โฮจิฉะนั้นจะเหมาะสำหรับผู้ที่ต้องการรสชาติที่นุ่มนวลและมีกลิ่นหอมของชาแทรกอ่อน ๆ


ทั้งโฮจิฉะและมัทฉะต่างก็มีเอกลักษณ์เฉพาะตัวที่ตอบโจทย์ความต้องการที่แตกต่างกัน โดยโฮจิฉะมีรสชาติที่นุ่ม หอมคาราเมล คาเฟอีนต่ำ เหมาะสำหรับผู้ที่ต้องการผ่อนคลาย แต่มัทฉะจะมีรสชาติเข้มข้นกว่า คาเฟอีนสูงกว่า และอุดมด้วยสารต้านอนุมูลอิสระ ช่วยเพิ่มพลังงานและสมาธิ ซึ่งเราได้มีบทความเกี่ยวกับชามากมายให้ได้เลือกอ่าน

หากคุณต้องการเครื่องดื่มสำหรับเช้าหรือระหว่างวันเพื่อให้ตื่นตัว มัทฉะเป็นตัวเลือกที่ดี แต่ถ้าต้องการเครื่องดื่มที่ช่วยให้รู้สึกสบายและคลายความเครียด โฮจิฉะคือคำตอบที่เหมาะสมที่สุด ไม่ว่าคุณจะเลือกชาแบบไหน ทั้งสองชนิดล้วนมีเสน่ห์เฉพาะตัวที่สามารถเข้ากับไลฟ์สไตล์ที่แตกต่างกัน ลองเลือกตามความชอบของคุณ แล้วดื่มด่ำไปกับเสน่ห์ของชาญี่ปุ่นที่ดีที่สุด!


PEACE 和 ORIENTAL TEAHOUSE, Gaysorn Amarin

Credit : Gaysorn Amarin

หากคุณอยากสัมผัสกับรสชาติของชาโฮจิฉะและมัทฉะคุณภาพเยี่ยมในบรรยากาศที่เงียบสงบ มีกลิ่นอายความเป็นญี่ปุ่น PEACE 和 ORIENTAL TEAHOUSE ที่ Gaysorn Village ชั้น 2 สถานที่ที่เหมาะกับทุกคน ไม่ว่าจะเป็นการนั่งจิบชา พูดคุย อ่านหนังสือ หรือทำงานในบรรยากาศที่เงียบสงบและผ่อนคลาย พร้อมกับรสชาติของชาเกรดพรีเมียมที่ผ่านการคัดสรรอย่างพิถีพิถัน ทั้งมัทฉะที่เข้มข้น หอมสดชื่น และโฮจิฉะที่มีกลิ่นหอมอ่อน ๆ เสิร์ฟมาในรูปแบบที่หลากหลาย ไม่ว่าจะเป็นชาร้อน ชาเย็น หรือชาแบบลาเต้ รายล้อมไปด้วยศิลปะและวัฒนธรรมของชาญี่ปุ่น สัมผัสกับประสบการณ์การดื่มชาที่แตกต่างอย่างแท้จริง

มี แต่น้อยกว่ามัทฉะมาก เพราะการคั่วด้วยความร้อนสูงทำให้คาเฟอีนลดลง โฮจิฉะ 1 ถ้วยมีคาเฟอีนประมาณ 7–20 มิลลิกรัม ขณะที่มัทฉะมีประมาณ 40–70 มิลลิกรัม และกาแฟมีราว 80–100 มิลลิกรัม

ได้ โฮจิฉะคาเฟอีนต่ำ รสนุ่ม และย่อยง่าย จึงดื่มช่วงบ่ายหรือหลังอาหารเย็นได้โดยไม่รบกวนการนอนมากนัก แต่คนที่ไวต่อคาเฟอีนมากควรเลี่ยงดื่มภายใน 4–6 ชั่วโมงก่อนนอน

ที่ PEACE 和 ORIENTAL TEAHOUSE ชั้น 2 Gaysorn Amarin มีทั้งโฮจิฉะและมัทฉะพรีเมียมให้เลือกหลายแบบ เดินทางสะดวกด้วย BTS สถานีชิดลม

Subscribe for Gaysorn News & Promotion

This field is for validation purposes and should be left unchanged.
ค้นหาทั้งหมด